งวดงาน-งวดเงินคืออะไร? แบ่งยังไงไม่ให้โดนผู้รับเหมาเชิด

งวดงาน-งวดเงินคืออะไร? แบ่งยังไงไม่ให้โดนผู้รับเหมาเชิด

เรื่องช่างทิ้งงานเป็นเหมือนละครน้ำเน่าที่อยู่คู่วงการก่อสร้างทุกยุคสมัย แต่ที่เจ็บปวดคือความเสียหายสูงมาก — นอกจากเสียเงิน เสียเวลาแล้ว ยังเจ็บใจอีกด้วย

ข่าวดีคือ ความเสี่ยงนี้ลดลงได้มากด้วยการแบ่งงวดงานให้ถูกหลัก บทความนี้สรุปวิธีที่ลุงช่างใช้จริงในงานก่อสร้างบ้านมากว่า 36 ปี

ก่อนแบ่งงวดงาน ต้องรู้ 2 เรื่องนี้ก่อน

คนส่วนใหญ่กระโดดไปที่ตารางงวดงานเลย ซึ่งเป็นการเดา ที่ถูกต้องคือต้องมีข้อมูล 2 อย่างนี้ในมือก่อน:

1. ราคาและสัดส่วนของงานแต่ละประเภท

มาจาก BOQ ของบ้านหลังนั้น ว่างานโครงสร้างคิดเป็นกี่ % งานสถาปัตยกรรมกี่ % งานระบบกี่ % — เพราะเงินแต่ละงวดต้องล้อไปกับมูลค่างานที่ทำเสร็จจริง ไม่ใช่แบ่งเท่า ๆ กันมั่ว ๆ

2. แผนการทำงาน

ว่างานแต่ละอย่างจะเสร็จช่วงไหน ใช้เวลากี่วัน เพราะงวดงานคือจุดตัดบนแผนงาน ถ้าไม่มีแผน ก็ไม่รู้ว่าควรตัดงวดตรงไหน

💡 หลักเดียวที่ต้องจำ: เงินที่จ่ายสะสม ต้องไม่มากกว่ามูลค่างานที่ทำเสร็จจริง — เมื่อไหร่ที่เงินนำหน้างาน อำนาจต่อรองจะย้ายไปอยู่ฝั่งผู้รับเหมาทันที

ตัวอย่างตารางงวดงานที่ใช้จริง (บ้าน 2 ชั้น ระยะเวลา 8 เดือน)

นี่คือโครงการแบ่งงวดที่ลุงช่างใช้กับงานสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น รวม 9 งวด 240 วัน:

งวดเนื้องานที่ต้องเสร็จเบิกภายใน
1วันทำสัญญา10%
2งานเสาเข็มและฟุตติ้ง แล้วเสร็จ10%30 วัน
3งานคาน พื้นชั้นล่าง แล้วเสร็จ10%60 วัน
4งานโครงสร้างคอนกรีตแล้วเสร็จ + ก่อผนังชั้นล่างบางส่วน10%90 วัน
5งานโครงหลังคา + มุงหลังคาแล้วเสร็จ + ก่อผนังชั้นล่าง 80%15%120 วัน
6ก่อ-ฉาบผนัง 80% + ติดตั้งวงกบประตูหน้าต่าง 50% + งานพื้น 40%15%150 วัน
7งานพื้น 90% + ติดตั้งประตูหน้าต่าง 90% + งานฝ้า 40%10%180 วัน
8งานฝ้า 100% + สุขภัณฑ์ 100% + งานสี10%210 วัน
9งานแล้วเสร็จ 100%10%240 วัน

ตัวเลขนี้เป็นแนวทางจากงานจริงหลังหนึ่ง ปรับตามขนาดและลักษณะงานของคุณได้ — แต่หลักการเบื้องหลังใช้ได้เหมือนกันทุกงาน

สังเกตอะไรได้จากตารางนี้บ้าง

  • งวดใหญ่ที่สุดอยู่ช่วงกลาง (งวด 5–6 งวดละ 15%) เพราะเป็นช่วงที่เนื้องานเดินเยอะที่สุด — โครงหลังคา มุงหลังคา ก่อฉาบผนัง ซึ่งกินทั้งวัสดุและค่าแรงมาก
  • ทุกงวดผูกกับเนื้องานที่ "ตรวจสอบได้ด้วยตา" ไม่มีงวดไหนเขียนว่า "ครบ 30 วัน" ลอย ๆ
  • งวดสุดท้าย 10% เก็บไว้จนงานเสร็จ 100% — นี่คือประกันว่าผู้รับเหมาจะกลับมาเก็บงาน ถ้าเหลือแค่ 1–2% หลายรายเลือกทิ้งเลยไม่กลับมา
  • งวดเดียวกันมีหลายเนื้องานผสมกัน เช่น งวด 6 มีทั้งผนัง วงกบ และพื้น เพราะงานจริงเดินคู่ขนานกัน ไม่ได้ทำทีละอย่างจบเป็นเรื่อง ๆ

กติกาที่ควรเขียนไว้ในสัญญา

  • ระบุเนื้องานของแต่ละงวดให้ชัด — อิงรายการใน BOQ ไม่ใช้คำกว้าง ๆ
  • จ่ายหลังตรวจรับเท่านั้น — ระบุว่าเจ้าของมีสิทธิ์ตรวจรับก่อนจ่ายภายในกี่วัน
  • งานเพิ่ม-ลดต้องมีใบสั่งงานเป็นลายลักษณ์อักษร ตกลงราคาก่อนทำ โดยอ้างราคาต่อหน่วยใน BOQ
  • กำหนดวันเสร็จของแต่ละงวด + ค่าปรับล่าช้า เพื่อให้ผู้รับเหมาจัดลำดับงานของเราไว้ก่อน

สัญญาณอันตรายเรื่องเงินงวด

  • ขอเบิกงวดถัดไปทั้งที่งวดปัจจุบันยังไม่เสร็จ อ้างว่า "เอาไปซื้อของล่วงหน้า"
  • ขอเบิกนอกตารางงวดบ่อย ๆ ครั้งละไม่มาก — สะสมแล้วเงินนำหน้างานโดยไม่รู้ตัว
  • เร่งให้จ่ายโดยไม่ให้เวลาตรวจรับ
  • งานช้าลงทันทีหลังรับเงินงวดใหญ่

อยากวางแผนงาน แบ่งงวด และคุมเงินทั้งโครงการเป็น?
คอร์สของลุงช่างสอนตั้งแต่ถอด BOQ → ทำแผนงาน → แบ่งงวดงาน → ตรวจรับงานจริง พร้อมไฟล์ตารางงวดงานให้ใช้ต่อได้เลย

ดูรายละเอียดคอร์ส

คำถามที่พบบ่อย

งวดแรกควรจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?ในตารางงวดงานที่ลุงช่างใช้จริง งวดแรก (วันทำสัญญา) อยู่ที่ 10% ของมูลค่างาน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าผู้รับเหมาขอ 30–50% ตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ถือเป็นสัญญาณเสี่ยงที่ต้องระวังมาก
ก่อนแบ่งงวดงานต้องรู้อะไรก่อน?ต้องรู้ 2 เรื่องคือ (1) ราคาและสัดส่วนของงานแต่ละประเภทจาก BOQ ว่างานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบ อย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ และ (2) แผนการทำงาน ว่างานแต่ละอย่างเสร็จเมื่อไหร่ ถ้าไม่รู้สองเรื่องนี้ การแบ่งงวดจะเป็นการเดา และเสี่ยงให้เงินนำหน้างาน
จ่ายเงินเป็นรายเดือนได้ไหม?ไม่แนะนำ เพราะเวลาผ่านไปไม่ได้แปลว่าเนื้องานเดิน หลักที่ถูกคือจ่ายตามความสำเร็จของงานที่ตรวจสอบได้จริง เช่น เสร็จเสาเข็มและฟุตติ้ง เสร็จโครงหลังคา ไม่ใช่จ่ายตามปฏิทิน
ตรวจรับงานแต่ละงวดต้องดูอะไร?ดูว่าเนื้องานตามที่ระบุในงวดนั้นเสร็จจริงและได้คุณภาพตามแบบ เช่น งวดโครงสร้างต้องเช็คขนาด ระยะ ตำแหน่งเสา-คานตามแบบ ถ่ายรูปเก็บไว้ทุกครั้งพร้อมวันที่ แล้วค่อยจ่ายเงิน